FAQ

  • เขตกรุงเทพมหานคร กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ระยะเวลา 1-2 วันทำการ
  • เขตต่างจังหวัด 3-4 วันทำการ ต่างจังหวัดพื้นที่พิเศษ เช่น เกาะสมุย ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ฯลฯ ระยะเวลา 3-4 วันทำการ *ทางฝ่ายจัดส่งสินค้าจะทำการโทรหาคุณลูกค้า ก่อนส่งสินค้าครึ่งชั่วโมง*

  • ค่าจัดส่งสินค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 70 บาท / คำสั่งซื้อ
  • ค่าจัดส่งสินค้าต่างจังหวัด 90 บาท / คำสั่งซื้อ
  • กรณีเก็บเงินปลายทาง มีค่าบริการเพิ่ม 30 บาท
  • จัดส่งโดย Alpha Fast Service

  • คุณลูกค้าสามารถตรวจเช็คสถานะการจัดส่งผ่านทาง http://www.alphafast.com/th/track

  1. โอนเงินผ่านธนาคาร โดยจะต้องแจ้งหลักฐานการโอนผ่าน Facebook Inbox Scholl Shoes Thailand หรือ Line @Schollshoes และสามารถแจ้ง Admin ให้ช่วยทำรายการสั่งซื้อได้
  2. ชำระผ่านบัตร Credit และ Debit เฉพาะการทำการสั่งซื้อผ่านเว็ปไซต์ ด้วยตนเองเท่านั้น?
  3. Internet Banking เฉพาะทำการสั่งซื้อผ่านเว็ปไซต์ ด้วยตนเองเท่านั้น
  4. Cash On Delivery (COD) บริการเก็บเงินปลายทาง ซึ่งจะมีค่าบริการพิ่มเติม 30 บาท

ควรใส่รุ่น BIOMECHANICS อย่างต่อเนื่องในช่วงแรกครับ โดยช่วง1-3 เดือนแรกอาจจะมีอาการปวดเนื่องจากกระบวนการปรับสรีระเท้า หลังจาก3-6เดือนอาการปวดจะหายไปและสรีระของเท้าจะดีขึ้นครับ

เนื่องจากการต้องเดินบนพื้นที่ค่อนข้างไม่มั่นคง ทำให้เท้าต้องทำงานหนักเพื่อรักษาการทรงตัว ทำให้อาจเกิดอาการปวดเท้าจากการทำกิจกรรมดังกล่าวมากเกินไป ควรหมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่อง และฝ่าเท้า และผ่อนคลายเนื้อเยื่อฝ่าเท้าโดยให้เท้าแช่น้ำอุ่นประมาน 20 นาที ทำเป็นประจำ จะทำให้อาการดีขึ้นได้ครับ

อาการดังกล่าวอาจบ่งชี้ได้ว่ามาจาก อาการอักเสบของเอ็นใต้ฝ่าเท้าโดยอาการดังกล่าวนั้นมักจะพบในผู้ที่มีภาวะเท้าแบนเช่นกัน แต่อาการชานั้นอาจเกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนปลายบริเวณเท้าได้ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ

ปวดเท้าอาจมาจากกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน ได้ครับ แต่อาการปวดเท้ามาได้จากหลายสาเหตุหลายปัจจัย ดังนั้น ควรลองปรับพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการต้องยืนเป็นเวลานาน หรือเดินเป็นเวลานาน การเดินเท้าเปล่าบ่อยครั้ง จะทำให้อาการดีขึ้นได้ครับ

ลองสังเกตุพฤติกรรมในชีวิตประจำวันว่า ต้องยืนนาน หรือ เดินนาน บ่อยครั้งหรือไม่ ถ้าทำกิจกรรมดังกล่าวมาบ่อยครั้งควรหลีกเลี่ยงหรือลดกิจกรรมดังกล่าวลง และหมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องและ ฝ่าเท้า และควรหา แผ่นพื้นรองเท้า(INSOLE) มาใส่เพิ่มเติมเพื่อดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น จะช่วยให้อาการดีขึ้นครับ

มีโอกาสดีขึ้นครับ แต่การที่จะหายขาดจากภาวะเท้าแบนได้นั้นขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันด้วยครับ ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการยืน เดิน นานๆ บ่อยครั้งได้ โอกาสหายขาดก็จะยากขึ้นครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการสวมใส่รองเท้าด้วย ถ้า สามารถใส่รองเท้าแบบ BIOMECHANICS ได้บ่อยและนานเท่าไหร่ ก็จะทำให้อาการดีขึ้นมากเท่านั้นครับ

อาการปวดส้นเท้า แนะเป็นรุ่น MEMORIES CUSHION ครับ เพราะพื้นจะดูดซับแรงกระแทกได้ดีมำให้เท้ารับภาระน้อยลงครับ

คนที่มีภาวะเท้าแบน และมีภาวะเอ็นฝ่าเท้าอักเสบนั้นโดยปกติแล้วจะเกิดจาก กิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันครับ ควรปรับพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยให้เกิดอาอาการ เช่น หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินนานๆ บ่อยๆ และหมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องและ ฝ่าเท้า จะสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้ครับ

อาการของรองช้ำ คือ การอักเสบของเอ็นใต้ฝ่าเท้า วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือการพักเท้า หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องยืนและเดินเป็นเวลานานๆ และหมั่นยืดเหยียดหล้ามเนื้อน่อง และ ฝ่าเท้า จะช่วยให้อาการดีขึ้น ถ้าทำเป็นประจำก็จะหายขาดได้ครับ

นอกจากการสวมใส่รองเท้าที่เหมาะสมแล้ว ในผู้ที่มีภาวะเท้าแบนนั้น ควรออกกำลังกายกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงอุ้งเท้าร่วมด้วย โดยการฝึกหยิบผ้าโดยใช้เท้า ฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นใต้ฝ่าเท้าเพื่อลดความตึงตัวทำให้เท้าเคลื่อนไหวได้ดีและป้องกันอาการบาดเจ็บของเท้า และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องยืน เดิน เป็นเวลานานๆ จะยิ่งช่วยให้สุขภาพเท้าดีขึ้น

อาการเมื่อเริ่มเดิน จะเจ็บแปลบที่ฝ่าเท้า โดยเฉพาะตอนตื่นนอนตอนเช้าเมื่อเริ่มเดินก้าวแรก มักเกิดการอักเสบของเอ็นใต้ฝ่าเท้าเนื่องจากการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ต้องใช้เท้ารับน้ำหนักมากเป็นประจำโดยไม่ได้พัก เช่นการทำงานที่ต้องยืนหรือเดินทั้งวัน หลายๆวันติดกัน หรือเกิดจากการออกกำลังกายเช่น วิ่ง หักโหมเกินไป ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมดังกล่าวในช่วงที่มีอาการปวดอยู่ ยืดเหยียดฝ่าเท้า ยืดกล้ามเนื้อน่อง และสวมใส่รองเท้าที่รองรับและดูดซับแรงกระแทกได้ดี เช่นรองเท้ารุ่น MEMORY CUSHION

เนื่องการการปรับสรีระของเท้าต้องใช้เวลาในการปรับค่อนข้างนาน และเพื่อป้องกันไม่ให้สรีระของเท้าที่ดีขึ้นเกิดภาวะเท้าแบนอีกจากการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน จึงควรใส่ตลอด โดยในช่วง 3เดือนแรกควรจะใส่ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหลังจากที่สรีระเท้าเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น(ประมาณ3-6เดือนขึ้นไป) สามารถใส่รองเท้าแบบ BIOMECHANICS สลับกับแบบอื่นๆได้

สามารถใส่ได้เนื่องจากรองเท้ารุ่น BIOMECHANICS นั้นถูกออกแบบตามสรีระของเท้าที่ปกติ และมีส่วนที่รองรับบริเวณอุ้งเท้า แต่ถ้าผู้ที่มีอุ้งเท้าสูงแล้วมีอาการปวดบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้าและส้นเท้าร่วมด้วย จะแนะนำให้ใส่รองเท้าที่รองรับแรงและดูดซับกระแทกได้ดีคือรุ่น MEMORY CUSHION

อาการดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายๆปัจจัยร่วมกัน เช่นท่าทางในการนั่ง การยืน และเดิน หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยภาวะเท้าแบนก็สามารถทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน โดยถ้าอาการดังกล่าวมีสาเหตุมาจากภาวะเท้าแบน ควรเลือกสวมใส่รองเท้าที่ช่วยปรับสรีระของเท้าให้เหมาะสมเป็นปกติ คือแบบ BIOMECHANICS และควรปรับพฤติกรรมอื่นๆในชีวิตประจำวันร่วมด้วย เช่นการทำงานนั่งโต๊ะควรนั่งเก้าอี้ที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีที่พิงหลัง มีที่รองแขน นั่งหลังตรง ไม่เดินหลังค่อม เป็นต้น

อาการดังกล่าวมักเป็นอาการบ่งชี้ของภาวะเท้าแบน ควรสวมใส่รองเท้าที่ปรับสรีระของเท้าให้กลับมาเป็นปกติ และช่วยเรื่องการปรับการกระจายน้ำหนักของเท้า ควรสวมรองเท้าประเภท BIOMECHANICS

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะทำให้ร่างกายต้องรับภาระหนักขึ้นโดยเฉพาะฝ่าเท้า เนื่องจากน้ำหนักตัวที่กดลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลกทำให้เอ็นใต้ฝ่าเท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้นเมื่อทำกิจกรรมต่างๆที่ต้องใช้เท้าและทำให้เกิดแรงกระแทก เช่นการเดิน วิ่ง กระโดด จะมีโอกาสทำให้เอ็นใต้ฝ่าเท้าบาดเจ็บได้จนทำให้เกิดอาการปวดขึ้น

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ให้อยู่ในค่ามาตรฐานของ BMI ที่เหมาะสม(18.5-22.9) และสวมใส่รองเท้าที่มีการออกแบบมาเพื่อดูดซับและรับแรงกระแทกได้ดีเป็นพิเศษ

ผู้ที่มีภาวะเท้าแบนจะมีอาการปวดฝ่าเท้าขึ้นได้หลังจากวิ่งหรือเดินนานๆ แม้ในขณะทำกิจกรรมก็ทำให้เกิดอาการปวดได้เช่นกัน เนื่องจาก อุ้งเท้านั้นมีหน้าที่ในการดูดซับและกระจายแรงกระแทกจากพื้นให้เหมาะสมตามสรีระเท้าปกติ ซึ่งผู้ที่มีภาวะเท้าแบนจะมีการถ่ายเทน้ำหนักไปส่วนต่างๆของเท้าที่ผิดปกติและไม่มีอุ้งเท้าเพื่อดูดซับและกระจายแรงกระแทก จึงเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดเท้านั่นเอง

ในภาวะเท้าแบนที่ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิดนั้น การใส่รองเท้าแบบ BIOMECHANICS จะทำให้สรีระของเท้าโดยเฉพาะอุ้งเท้านั้นกลับมาเป็นปกติได้เนื่องจากพื้นรองเท้าถูกแบบมาตามสรีระที่ถูกต้องของเท้าปกติ โดยมีจุดเด่นคือพื้นรองเท้าจะมีส่วนที่นูนเพื่อรองรับบริเวณอุ้งเท้าโดยเฉพาะ และความแข็งของพื้นรองเท้าอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการช่วยปรับสรีระของเท้าอีกด้วย ดังนั้นเมื่อใส่รองเท้า BIOMECHANICS เป็นประจำ(ควรใส่ทุกวันและใส่บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยเฉพาะ 3เดือนแรก) จะสามารถปรับสรีระของเท้าให้ดีขึ้นได้

ผู้ที่ใส่รองเท้าแบบ BIOMECHANICS แล้วมีอาการปวดมากกว่าเดิมในช่วงต้น โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะเท้าแบน เนื่องจากสรีระเท้านั้นได้ถูกเปลี่ยน อย่างช้าๆทำให้ในช่วงต้นจะมีอาการปวดเนื่องจากร่างกายต้องปรับตัวและยังไม่เคยชิน แต่เมื่อสวมใส่รองเท้าแบบ BIOMECHANICS ประมาณ1-3 เดือนขึ้นไป สรีระเท้าจะกลับมาสู่ภาวะปกติมากขึ้นทำให้อาการปวดหายไปและบรรเทาปัญหาเท้าแบนได้ในระยะยาว

การใส่BIOMECHANICS เปรียบได้กับการจัดฟัน ซึ่งในช่วงแรก ที่ร่างกายปรับตัว อาจจะมีอาการปวด หรือใส่ไม่สบายบ้างในบางกรณี

คำแนะนำในการใส่ BIOMECHANICS ในช่วงแรก คือ ใส่สลับกับรองเท้าเดิม โดยเปลี่ยน ทุก 2-3 ชั่วโมง นาน 3-4 สัปดาห์ จนเท้ามีการปรับตัว จึงจะสามารถใส่ BIOMECHANICS โดยไม่มีอาการปวดเท้า

อาการรองช้ำ (PLANTAR FASCIITIS) คืออาการอักเสบของเอ็นใต้ฝ่าเท้า( PLANTAR APONEUROSIS) โดยส่วนมากจะเกิดอาการเจ็บและมีจุดกดเจ็บบริเวณใต้ส้นเท้าด้านใน สาเหตุเกิดจากอาการบาดเจ็บของเอ็นใต้ฝ่าเท้าเล็กน้อยแต่สะสมมาเป็นเวลานาน เช่น การยืนนานๆ(มากกว่า1 ชม) บ่อยครั้ง หรือมีการวิ่งบ่อยๆโดยไม่ได้พัก โดยมักจะพบร่วมกับผู้ที่มีเอ็นร้อยหวายตึงหรือเท้าแบน

ในช่วงแรก ควรใส่รองเท้าที่มีวัสดุรองพื้นโดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าเพื่อรองรับแรงกระแทกได้ดี เช่น MEMORY CUSHION เมื่ออาการรองช้ำหายไปจึงสามารถใส่แบบ BIOMECHANICS เพื่อปรับสรีระเท้าให้ดีขึ้น

อาการรองช้ำสามารถหายขาดได้โดยการพักเท้า เช่น หลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานานๆ หรือการเดินหรือวิ่งที่บ่อยจนเกินไป และรองเท้าที่ใส่ควรเป็นรองเท้าที่ดูดซับแรงกระแทกได้ดีพื้นไม่แข็งจนเกินไป หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็ง โดยหา รองเท้าแตะ มาใส่เดินในบ้าน เป็นต้น

ในคนที่อุ้งเท้าสูงนั้นการเลือกรองเท้าควรเน้นรองเท้าที่มีวัสดุรองพื้นค้อนข้างนุ่มและดูดซับแรงกระแทกได้ดี เนื่องจากคนที่อุ้งเท้าสูงจะมีบางจุดที่เท้าต้องรับน้ำหนักมากกว่าจุดอื่นๆตามปกติ คือ ส้นเท้าและฝ่าเท้าด้านหน้า และไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำเพราะจะยิ่งทำให้ภาวะอุ้งเท้าสูงมากขึ้น

ภาวะเท้าแบนคือภาวะที่อุ้งเท้า(LONGITUDINAL ARCHES) ต่ำกว่าปกติหรือไม่เลย ส่งผลให้การรับแรงกระแทกและการกระจายน้ำหนักของเท้าผิดปกติไปซึ่งภาวะดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการ ปวดบริเวณฝ่าเท้าในขณะยืนหรือเดินได้ง่ายและมากกว่าปกติ โดยระยะยาวอาจส่งผลถึงส่วนอื่นๆของร่างกายได้ เช่นอาการปวดเข่า เป็นต้น

วิธีสังเกตุเท้าแบนได้ง่ายที่สุดคือการใช้นิ้วมือสอดไปที่บริเวณอุ้งเท้าในขณะที่เท้าเหยียบพื้นอยู่ถ้าไม่สามารถสอดนิ้วเข้าไปที่อุ้งเท้าได้แสดงว่ามีภาวะเท้าแบน และอาจจะสังเกตุได้จากอาการอื่นๆเช่น เมื่อยืนนานๆ(ประมาน30นาที)เริ่มมีอาการปวดฝ่าเท้าได้ หรือสังเกตุจากการสึกของพื้นรองเท้าถ้าพื้นรองเท้าสึกจากด้านในมากกว่าด้านนอกก็แสดงว่าอาจเกิดภาวะเท้าแบน